หนี้ที่ทุกคนต้องชดใช้

posted on 15 Mar 2011 05:41 by masanino in Life
 
 
'หนี้ที่ทุกคนต้องชดใช้'


 
เป็นประโยคที่เราจำได้จากภาพยนต์เรื่อง National Treasure : The Book of Secrets ในเรื่องนั้นประโยคนี้หมายถึง 'ความตาย' ซึ่งเราเองก็เห็นด้วยตรงจุดนี้ เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องชดใช้ และไม่มีใครสามารถหลีกหนีมันไปได้
 
หลังจากที่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ประโยคนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง รู้สึกเหมือนธรรมชาติกำลังทวงหนี้ที่เราติดค้างอยู่ และต้องยอมรับว่ายังไม่มีใครสามารถป้องกันไม่ให้เกิดภัยธรรมชาติได้ ทำได้แค่ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากภัยธรรมชาติได้บ้างก็เท่านั้น
 
รู้สึกว่าธรรมชาติกำลังลงโทษพวกเราที่ร่วมกันทำลายโลกทีละนิด เคยพูดกับเพื่อนๆ ว่าธรรมชาติไล่ลงโทษจากประเทศที่ทำลายธรรมชาติมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดรึเปล่า ที่อเมริกาก็เจอพายุหนักขึ้นทุกปี จีนก็เจอพายุหิมะหนักมากกว่าที่เคยเป็น แล้วในตอนนี้ก็ญี่ปุ่น.. แล้วต่อไปจะเป็นที่ไหน ส่วนไหนของโลก
 
แต่ที่แน่ๆ คือ เราเกือบทุกคนบนโลกใบนี้มีส่วนทำลายธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น (ยกเว้นพวกอยู่ในป่า กินอยู่เหมือนสมัยยุคหินอะไรทำนองนั้น ซึ่งเราก็นึกไม่ออกว่าคนกลุ่มนั้นจะทำลายธรรมชาติมากมายได้อย่างมนุษย์สังคมอย่างเราได้ยังไง) ดังนั้น พวกเราซึ่งเป็นมนุษย์สังคม ใช้ชีวิตอย่างทุกวันนี้ ก็มี 'หนี้ที่จะต้องชดใช้' ร่วมกัน
 
หลายคนอาจคิดว่า เราไม่ได้ทำลายธรรมชาติเสียหน่อย พวกนั้นพวกนี้สิตัวทำลายสำคัญ แต่เรากลับคิดว่าไม่ใช่หรอก ความเป็นอยู่ สังคม เศรษฐกิจ ทุกๆอย่างในสังคมเราทุกวันนี้ ล้วนมีส่วนร่วมในการทำลายธรรมชาติไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ยกตัวอย่างเช่นคนทั่วไป ถึงแม้จะไม่ได้สร้างโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยของเสีย ควันพิษ หรือคนทั่วไปที่ไม่ได้ไปตัดไม้ทำลายป่า ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีส่วนร่วมในการทำลายธรรมชาติ การกินการอยู่ การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ การเดินทาง แทบทุกอย่างในชีวิตประจำวันเรา มีส่วนทำลายธรรมชาติทั้งนั้น
 
ทุกวันนี้คนก็ยังใช้ถุงพลาสติกกันอยู่แม้จะมีการรณรงค์กันมากแค่ไหนก็ตาม เราเองก็พยายามลด แต่ก็ยังเรียกได้ว่ายังใช้อยู่เหมือนกัน การเดินทางส่วนใหญ่ก็ต้องใช้รถ ซึ่งรถก็ใช้น้ำมัน ส่วนเกินที่เหลือจากนั้นก็รู้ๆ กันอยู่ว่าควันที่ออกจากท่อไอเสียนั้นทำลายชั้นบรรยากาศได้ดีแค่ไหน ไหนจะไอความร้อนจากการทำงานของเครื่องยนต์อีก แค่สองอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าทำลายธรรมชาติไปตั้งเท่าไหร่ แล้วในการดำเนินชีวิตคนเรามันไม่ได้จบแค่นี้เสียด้วยสิ ความเสียหายจากการดำเนินชีวิตของเรานั้นมหาศาลมาก
 
แต่ถ้าจะให้หักดิบเลิกใช้รถ เลิกใช้น้ำมัน เลิกใช้ถุงพลาสติก เลิกใช้ไฟฟ้า เลิกใช้เครื่องบิน บลาๆๆ ก็ทำไม่ได้ใช่ไหมในโลกยุคนี้ ดังนั้นเราก็เลี่ยงไม่ได้เลยว่าเราไม่มีส่วนทำลายโลกทำลายธรรมชาติ ไม่ว่าจะทำลายมากหรือน้อยแค่ไหนเราก็ทำอยู่ดี ดังนั้น เราทุกคนจึงมี 'หนี้ที่ต้องชดใช้' ต่อธรรมชาติร่วมกัน
 
ไม่ว่าธรรมชาติจะลงโทษใครหรือส่วนไหนบนโลก ก็ล้วนเกี่ยวเนื่องกับเราทุกคนบนโลก ไม่ใช่ว่าเกิดแผ่นดินไหว สึนามิเข้าถล่มญี่ปุ่น แต่ไทยไม่โดน ไม่เกี่ยวกับเรา อันนี้ก็ไม่ใช่ เพราะต่อให้วันนี้เราไม่เจอธรรมชาติทวงหนี้แบบรุนแรงอย่างประเทศอื่น แต่ซักวันเราก็ต้องเจอไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม เพราะเราทุกคนล้วนทำลายธรรมชาติร่วมกัน
 
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำได้คือเรียนรู้ ปรับตัว ลดได้ก็ลด แล้วช่วยกันประคับประคองกันไป ก้าวเดินต่อไปเผชิญกับความโหดร้ายของวันข้างหน้าร่วมกับเพื่อนมนุษย์ทั้งโลกนั่นคือสิ่งที่เราควรจะทำไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เพื่อนมนุษย์เราเดือดร้อน (โดนทวงหนี้ไปเรียกได้ว่าสาหัสเลยทีเดียว) เราก็ควรช่วยกันคนละไม้คนละมือ ประคับประคองกัน แบ่งปันสิ่งที่สามารถให้ได้ ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือมากมายแค่ไหน เพราะทั้งเราและเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกล้วนมีชะตากรรมเดียวกันอย่างไม่มีใครเลี่ยงได้
 
ไอ้ความคิดที่ว่าเกาะญี่ปุ่มจมหายไปก็ไม่กระทบกับเรา หรือ ญี่ปุ่นรวยอยู่แล้วจะเอาเงินไปให้เขาทำไมเนี่ย ขอให้คิดใหม่ มันไม่เกี่ยวกับเราแน่หรือ แล้วต่อให้ญี่ปุ่นร่ำรวยแค่ไหน แต่ความเสียหายที่เขาได้รับนั้นเยอะกว่านั้นมาก เราที่เป็นเพื่อนมนุษย์จะไม่แบ่งปันความช่วยเหลือซักหน่อยหรือ คนละเล็กคนละน้อยก็ยังดี คิดถึงเมื่อครั้งเราเจอสึนามิสิ เขายังช่วยเราด้วยความเต็มใจและไม่เรียกร้องอะไรจากเราภายหลังเลยไม่ใช่เหรอ นั่นแหล่ะคือการที่เพื่อนมนุษย์ช่วยกันประคับประคองกันเดินไปในวันข้างหน้าล่ะ เรายังมีหนี้ที่ต้องใช้ร่วมกันอีกมากมายเลยทีเดียว
 
แต่การให้ก็ดูกำลังตัวเองด้วยนะคะ มีกำลังให้เท่าไหร่ก็ให้เท่านั้น คิดถึงเขาแต่ก็อย่าลืมคิดถึงตัวเองด้วยนะคะ เอาแต่พอดี สุดกำลังแต่ไม่เดือดร้อนตัวเองค่ะ ใครที่ไม่มีกำลังจะให้จริงๆ ก็ให้ช่วยกันส่งกำลังใจนะคะ พวกเราทุกคนต้องช่วยกันนะ ^^
 
จากนี้ไปเราสัญญากับตัวเองว่าจะประหยัดไฟ ประหยัดน้ำ ลดการใช้ถุงพลาสติกลงอีก จะเข้มงวดจริงจังกับเรื่องพวกนี้ให้มากขึ้น จะช่วยเพื่อนมนุษย์ตามกำลังที่เราจะมีให้ได้ อย่างน้อยครั้งนี้ได้มีคนญี่ปุ่นอุ่นขึ้นอีกนิดจากผ้าห่มที่เราให้ไปซักสิบคนก็ยังดี ถ้าเงินที่เราให้ไปสามารถช่วยให้คนไม่กี่คนได้รับอาหารประทังชีวิตไปอีกซักมื้อก็ยังดี กำลังเราเองก็มีแค่นี้ แต่ก็ไม่เสียดายที่ได้ช่วยกันค่ะ และแน่นอนว่าถ้าถึงคราวประเทศมหาเศรษฐีเดือดร้อนและร้องขอความช่วยเหลือมา เราก็ยินดีช่วยตามกำลังค่ะ ถึงแม้ว่าเขาจะร่ำรวยแค่ไหนก็ตาม ^^
 

แต่ขอบ่นนิดนึงเรื่องการใช้ถุงพลาสติก บางทีเราอยากใช้ให้น้อยลงแต่คนอื่นก็ไม่เอื้ออำนวยก็มีเหมือนกัน เราเคยซื้อของที่เซเว่นแล้วบอกให้เค้ารวมใส่ถุงเดียวกันให้หมด แต่พนักงาน(คนนั้น)กลับบอกว่าไม่ได้หรอกมันต้องแยก จะด้วยได้รับคำสั่งมาว่าต้องแยกถุงหรืออะไรก็ตาม แต่ถ้ามันเป็นความต้องการของลูกค้าก็ทำไปเถอะนะ จะดึงดันอยู่ทำไม เราบอกถึงสองรอบก็ยังยืนยันแยกถุงให้ ก่อนจะออกจากเซเว่นเราเลยสวนเจ็บๆ ไปนิดหน่อย แต่ตอนนั้นพูดด้วยอารมณ์หงุดหงิด เพราะพนักงานคนนั้นเรียกได้ว่าหน้ามึนในสายตาเราล่ะนะ บางทีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ก็ต้องช่วยกันทุกฝ่ายทุกส่วนนะถึงจะบังเกิดผลยิ่งใหญ่ได้น่ะ =__=
 
 
เอาใจช่วยให้เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถทำให้เตาปฏิกรณ์เย็นลงได้โดยไม่สูญเสียอะไรไปมากกว่านี้นะคะ การระเบิดของอาคารทั้งสองอาคารที่ผ่านไป ถึงจะมีการกระจายกัมมันตรังสีในระดับต่ำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่อันตรายหรือไม่มีความเสี่ยง อาคารคอนกรีตที่สร้างครอบเตาปฏิกรณ์ไว้นั้นสร้างอย่างมีเหตุผล เพื่อการป้องกันหลายๆ ชั้น และชั้นอาคารคอนกรีตนี้ระเบิดหายไปแล้วสอง ความปลอดภัยไม่เหมือนตอนยังมีอยู่แน่นอน หากเกิดอะไรจากภายนอกขึ้นกับฝาครอบเตาปฏิกรณ์หรือกับตัวเตาปฏิกรณ์ขึ้นมา สองในหกนั้นไม่มีอาคารคอนกรีตช่วยป้องกันอีกแล้วนะ ดังนั้นการวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิดหรือตื่นกลัวเกินเหตุ มันมีเหตุผลให้ต้องกังวลค่ะ
 
บางคนอาจมองว่ามันเป็นเรื่องไม่น่ากังวล แต่ลองคิดดูนะคะว่าเตาหมายเลขหนึ่งที่ระบบหล่อเย็นไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่ทำทุกทางเพื่อลดอุณหภูมิเตาลงตั้งแต่วันแรกๆ แต่จนวันนี้ก็ยังลดอุณภูมิให้อยู่ในระดับปลอดภัยไม่ได้ ซ้ำยังมาเกิดกับเตาอื่นอีก นั่นหมายถึงงานเข้าเพิ่มขึ้นต้องเพิ่มกำลังคน ดูแลปัญหาหลายส่วนซึ่งก็งานล้นมือขนาดนี้ก็เท่ากับดูแลได้ไม่เต็มที่และมีปัญหายืดเยื้อนะคะ การลดอุณภูมิเตาปฏิกรณ์ไม่ใช่เรื่องง่ายและทำได้ในเร็ววันเลย ลองคิดสภาพเตาต้มน้ำขนาดยักษ์ที่สามารถทำให้ไอน้ำไปหมุนกังหันขนาดยักษ์(เหมือนกัน)จนส่งไฟฟ้าให้คนได้ทั้งเมืองดูสิคะ ความร้อนของเตานั้นจะต้องมากมายขนาดไหน การจะลดอุณหภูมิมันลงได้นั้นเรียกได้ว่างานช้างทีเดียวค่ะ (แต่ก็ยอมรับว่าพวกที่ตื่นตระหนกว่ากัมมันตรังสีจะพัดมาถึงไทยนี่ก็เว่อร์เกินไปจริงๆ -*-) ร้ายแรงที่สุดถึงจะไม่ระเบิดตู้มเป็นดอกเห็ดเหมือนระเบิดนิวเคลียร์ แต่หากเตาระเบิดขึ้นมาจริงๆ การกระจายของกัมมันตภาพรังสีก็สาหัสไม่แพ้กันค่ะ T_T
 
จากนี้เราขอแค่อย่าให้เกิดปัญหาเพิ่มอีก ให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานได้เต็มที่เต็มกำลัง ไม่ใช่ไอ้นั่นก็เสียไอ้นี่ก็พัง เจ้าหน้าที่ทุกคนจะได้ทำงานเสร็จเร็วๆ กลับบ้านไปหาครอบครัว และไม่โดนรังสีไปมากกว่านี้นะคะ เตาจ๋า รีบๆ เย็นลงเร็วๆ นะ เอาใจช่วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนค่ะ ^^
 
 
 
 
ปล. มาร่วมกันผ่อนชำระหนี้แก่ธรรมชาติและลดดอกเบี้ยไปด้วยกันนะคะ (เราว่าเค้ายังเก็บเราแค่ดอกเบี้ยนะที่ผ่านๆ มาอ่ะ T_T)
ปล.(อีกที) เผื่อใครอยากจะช่วยเหลือค่ะ จิ้มเบาๆ
 
 
 
edit : 2010.03.16
ตอนนี้อุณหภูมิของเตาปฏิกรณ์ลดลงไปเยอะแล้ว ระดับน้ำในเตาปฏิกรณ์ 1 กับ 3 ก็อยู่ในระดับเสถียรแล้ว งื้อออ...ดีจัง ^^
 
ปล.(รอบedit) ใครที่เสพข่าวไทยทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์ แค่กรองอย่างเดียวไม่พอนะคะ ต้องกลั่นด้วย เอาให้บริสุทธิ์ไปเลย ฉันล่ะเบื่อการนำเสนอของข่าวในไทยจริงๆ -*-

Comment

Comment:

Tweet

to.. คุณ~Ayu_Ma'[Zou]~

เหมือนกันเลยค่ะ เวลาเอากล่องข้าวไปให้ทางร้านทำอาหารแล้วใส่กล่อง ไม่ต้องใส่ถุง ก็โดนมองแปลกๆเหมือนกัน -*- แต่ก็มีครั้งนึงเคยไปซื้อของที่บิ๊กซี พอบอกว่าไม่ต้องใส่ถุง แล้วเราก็หยิบของใส่ถุงผ้าที่พกไป พนักงานก็บอกว่า น่ารักจังพกถุงผ้ามาด้วย เห็นรณรงค์กันเยอะแยะแต่ไม่ค่อยมีใครทำกันหรอกค่ะ (กลายเป็นนินทาลูกค้าให้เราฟังซะงั้น= =')

#2 By Hayashi Masanino on 2011-03-16 03:19

.............

เรื่องถุงพลาสติก..เป็นอะไรที่ทำอยู่ล่ะ ทุกวันนี้ออกไปไหนทีก็จะติดอีโคแบ๊คไปด้วย ตามห้างถ้าซื้อไม่เยอะจริงๆ ก็จะบอกให้ใส่อีโคแบ๊คแทน ตามเซเว่นใกล้บ้านหน่อยก็บอกไม่เอาถุง อะไรประมาณนั้น

พอเราทำแบบนี้แล้วหันกลับไปมองคนอื่น..ก็มีอีกเยอะแยะที่ดูเหมือนจะมองเราแปลกๆ..ยังไงไม่รู้สิ (แบบว่าตอนหยิบถุงส่งให้แคชเชียร์ แล้วบอกว่า ใส่ถุงนี้นะคะ บางทีก็โดนมองแปลกๆ..เหมือนกันอ่ะ (หัวเราะแหม่งๆก็เคยเจออ่ะ)

#1 By ~Ayu_Ma'[Zou]~ on 2011-03-16 02:44